•2:50 AM
References:-->มัทธิว 10:39 “ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต
แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด”
Otto Koning เคยเป็นมิชชันนนารีที่นิวกินี
เขาทำงานกับชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งรู้จักแต่วิถีหมู่บ้านของตนเองเท่านั้น
หนึ่งในวิถีเหล่านั้นก็คือ ขโมยของจากผู้อื่น
เมื่อ Otto และภรรยามาถึงและย้ายเข้าไปอยู่ที่กระท่อม
พวกชาวบ้านมักจะมาเยี่ยมอยู่เสมอ
ครอบครัว Konings เริ่มสังเกตว่า หลังจากที่พวกชาวบ้านกลับออกจากบ้านพวกเขา
ข้าวของในบ้านหลายอย่างจะหายไป สองสามีภรรยาจะเห็นของพวกนี้อีกครั้ง
เมื่อพวกเขาเข้าไปเทศนาในหมู่บ้านของชาวบ้าน
ผลไม้อย่างเดียวที่ Otto สามารถปลูกได้บนเกาะคือ สับปะรด
Otto ชอบสับปะรดมาก
และเขาก็ภูมิใจที่เขาสามารถทำให้สับปะรดงอกเงยขึ้นได้
อย่างไรก็ดี เมื่อไหร่ที่สับปะรดเริ่มจะสุก พวกชาวบ้านก็จะขโมยมันไป
Otto ไม่เคยเก็บสับปะรดที่สุกได้เลย
สิ่งนี้เริ่มทำให้เขาหงุดหงิดและโกรธพวกคนพื้นเมือง
ตลอด 7 ปี ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
Otto เทศนาข่าวประเสริฐให้กับชาวบ้านฟัง
แต่ไม่เคยมีใครกลับใจเลย
ยิ่งพวกชาวบ้านขี้ขโมยมากขึ้นเท่าไหร่
Otto ก็เริ่มโกรธมากขึ้นเท่านั้น
จนในที่สุด
วันหนึ่ง Otto ก็นำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจากเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่ง
ขึ้นเครื่องบินเพื่อมา “ปกป้อง” สวนสับปะรดของเขา
หลังจากที่เขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้มานาน
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาดูแปลกแยกจากชาวบ้านมากขึ้นออกไปอีก
Otto หยุดพักงานเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกา
และเข้าร่วมสัมมนา ที่งานนี้ เขาพบว่า
เขาหงุดหงิดงุ่นง่านกับเหตุการณ์นี้
เพราะเขาได้ถือความเป็นเจ้าของสวนตัวกับเจ้าสวนสับปะรดนี้
หลังจากที่เขาใช้เวลาใคร่ครวญแล้ว
เขาก็มอบสวนของเขาให้เป็นของพระเจ้า
หลังจากนั้นไม่นาน พวกชาวบ้านพื้นเมืองก็เริ่มมีปัญหากันเองในหมู่ชนเผ่า
พวกเขาค้นพบว่า Otto เองเป็นสาเหตุของปัญหา
เพราะว่าเขาได้มอบสวนนี้ให้กับพระเจ้าของเขา
พวกชาวบ้านเริ่มมองเห็นความเกี่ยวโยงกัน
ระหว่างสิ่งที่ Otto ได้ทำกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา
ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในหมู่บ้าน
เมื่อ Otto มอบสวนของเขาให้กับพระเจ้า
เขาก็ไม่โกรธและเลิกความกังวลอีกต่อไป
พวกชาวบ้านเริ่มนำผลไม้จากสวนมาให้เขา
เพราะพวกเขาไม่ต้องการใ
ห้เกิดภัยพิบัติในหมู่บ้านของพวกเขาอีกต่อไปในที่สุด
วันหนึ่งก็ถึงโอกาส
เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับ Otto ว่า
“คุณต้องเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนแน่ ๆ เลย
Otto คุณไม่เคยโกรธอีกเลย
พวกเราคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสเจอคริสเตียนหรือเปล่า”
พวกเขาไม่เคยโยง Otto เข้ากับ “คน” ประเภทที่ Otto ได้เทศนาถึงเลย
เนื่องจากถ้อยคำเทศนาของเขาไม่ได้ตรงกับชีวิตของเขาเอง
Otto รู้สึกแตกสลายอย่างมากเมื่อเขารู้ว่าที่ผ่านมาเขาทำพลาดมาตลอด
หลังจากปีที่ 7 นั้น เขาได้กลับใจของเขาต่อพระเจ้า
และชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมาหาพระคริสต์
เมื่อเขาได้มอบสวนของเขาทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้า
ผลไม้ของเขาออกผลอย่างมาก
จน Otto สามารถส่งออก
และเริ่มปลูกผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น กล้วย
หมู่บ้านของเขากลายเป็นหมู่บ้านที่มีคนกลับใจมากที่สุดในแถบนั้น
หลังจากที่ 7 ปีแรก ไม่มีใครยอมกลับใจเลย
Otto ได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งซึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน
นั่นก็คือ “การที่จะเอาชีวิตของเรารอด เราต้องยอมเสียชีวิต
รวมถึงทรัพย์สิ่งของของเราด้วย”
เมื่อ Otto มอบสิ่งของทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างให้พระเจ้า
เขาก็เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าตวงคืนกลับให้เขาหลายเท่า
เมื่อพระองค์ได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่วันนี้
เรามีสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ที่ต้องยอมมอบให้กับพระเจ้าหรือไม่
ให้พระเจ้าทั้งสิ้นที่เรามี
ให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ
แล้วเราจะประหลาดใจเมื่อพบว่า
พระเจ้าทรงดูแลทรัพย์สมบัติของเราดีขนาดไหน
แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด”
Otto Koning เคยเป็นมิชชันนนารีที่นิวกินี
เขาทำงานกับชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งรู้จักแต่วิถีหมู่บ้านของตนเองเท่านั้น
หนึ่งในวิถีเหล่านั้นก็คือ ขโมยของจากผู้อื่น
เมื่อ Otto และภรรยามาถึงและย้ายเข้าไปอยู่ที่กระท่อม
พวกชาวบ้านมักจะมาเยี่ยมอยู่เสมอ
ครอบครัว Konings เริ่มสังเกตว่า หลังจากที่พวกชาวบ้านกลับออกจากบ้านพวกเขา
ข้าวของในบ้านหลายอย่างจะหายไป สองสามีภรรยาจะเห็นของพวกนี้อีกครั้ง
เมื่อพวกเขาเข้าไปเทศนาในหมู่บ้านของชาวบ้าน
ผลไม้อย่างเดียวที่ Otto สามารถปลูกได้บนเกาะคือ สับปะรด
Otto ชอบสับปะรดมาก
และเขาก็ภูมิใจที่เขาสามารถทำให้สับปะรดงอกเงยขึ้นได้
อย่างไรก็ดี เมื่อไหร่ที่สับปะรดเริ่มจะสุก พวกชาวบ้านก็จะขโมยมันไป
Otto ไม่เคยเก็บสับปะรดที่สุกได้เลย
สิ่งนี้เริ่มทำให้เขาหงุดหงิดและโกรธพวกคนพื้นเมือง
ตลอด 7 ปี ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
Otto เทศนาข่าวประเสริฐให้กับชาวบ้านฟัง
แต่ไม่เคยมีใครกลับใจเลย
ยิ่งพวกชาวบ้านขี้ขโมยมากขึ้นเท่าไหร่
Otto ก็เริ่มโกรธมากขึ้นเท่านั้น
จนในที่สุด
วันหนึ่ง Otto ก็นำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจากเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่ง
ขึ้นเครื่องบินเพื่อมา “ปกป้อง” สวนสับปะรดของเขา
หลังจากที่เขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้มานาน
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาดูแปลกแยกจากชาวบ้านมากขึ้นออกไปอีก
Otto หยุดพักงานเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกา
และเข้าร่วมสัมมนา ที่งานนี้ เขาพบว่า
เขาหงุดหงิดงุ่นง่านกับเหตุการณ์นี้
เพราะเขาได้ถือความเป็นเจ้าของสวนตัวกับเจ้าสวนสับปะรดนี้
หลังจากที่เขาใช้เวลาใคร่ครวญแล้ว
เขาก็มอบสวนของเขาให้เป็นของพระเจ้า
หลังจากนั้นไม่นาน พวกชาวบ้านพื้นเมืองก็เริ่มมีปัญหากันเองในหมู่ชนเผ่า
พวกเขาค้นพบว่า Otto เองเป็นสาเหตุของปัญหา
เพราะว่าเขาได้มอบสวนนี้ให้กับพระเจ้าของเขา
พวกชาวบ้านเริ่มมองเห็นความเกี่ยวโยงกัน
ระหว่างสิ่งที่ Otto ได้ทำกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา
ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในหมู่บ้าน
เมื่อ Otto มอบสวนของเขาให้กับพระเจ้า
เขาก็ไม่โกรธและเลิกความกังวลอีกต่อไป
พวกชาวบ้านเริ่มนำผลไม้จากสวนมาให้เขา
เพราะพวกเขาไม่ต้องการใ
ห้เกิดภัยพิบัติในหมู่บ้านของพวกเขาอีกต่อไปในที่สุด
วันหนึ่งก็ถึงโอกาส
เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับ Otto ว่า
“คุณต้องเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนแน่ ๆ เลย
Otto คุณไม่เคยโกรธอีกเลย
พวกเราคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสเจอคริสเตียนหรือเปล่า”
พวกเขาไม่เคยโยง Otto เข้ากับ “คน” ประเภทที่ Otto ได้เทศนาถึงเลย
เนื่องจากถ้อยคำเทศนาของเขาไม่ได้ตรงกับชีวิตของเขาเอง
Otto รู้สึกแตกสลายอย่างมากเมื่อเขารู้ว่าที่ผ่านมาเขาทำพลาดมาตลอด
หลังจากปีที่ 7 นั้น เขาได้กลับใจของเขาต่อพระเจ้า
และชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมาหาพระคริสต์
เมื่อเขาได้มอบสวนของเขาทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้า
ผลไม้ของเขาออกผลอย่างมาก
จน Otto สามารถส่งออก
และเริ่มปลูกผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น กล้วย
หมู่บ้านของเขากลายเป็นหมู่บ้านที่มีคนกลับใจมากที่สุดในแถบนั้น
หลังจากที่ 7 ปีแรก ไม่มีใครยอมกลับใจเลย
Otto ได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งซึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน
นั่นก็คือ “การที่จะเอาชีวิตของเรารอด เราต้องยอมเสียชีวิต
รวมถึงทรัพย์สิ่งของของเราด้วย”
เมื่อ Otto มอบสิ่งของทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างให้พระเจ้า
เขาก็เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าตวงคืนกลับให้เขาหลายเท่า
เมื่อพระองค์ได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่วันนี้
เรามีสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ที่ต้องยอมมอบให้กับพระเจ้าหรือไม่
ให้พระเจ้าทั้งสิ้นที่เรามี
ให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ
แล้วเราจะประหลาดใจเมื่อพบว่า
พระเจ้าทรงดูแลทรัพย์สมบัติของเราดีขนาดไหน
บทความ
|

2 comments:
ขอบคุณมากครับ สอนผมมากๆเลยครับเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่หนุนใจและเตือนสติในการดำเนินชีวิตมากๆค่ะ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่ผ่านมาทางบทความนี้