งานคริสตมาสในปีนี้ คริสตจักรเมืองไทยจัดวันที่ 20 ธันวาคม 2551
18.00-19.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
19.00-21.00 น. รายการพิเศษ
References:-->มัทธิว 10:39 “ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต
แต่ผู้ที่สู้เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เราก็จะได้ชีวิตรอด”
Otto Koning เคยเป็นมิชชันนนารีที่นิวกินี
เขาทำงานกับชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งรู้จักแต่วิถีหมู่บ้านของตนเองเท่านั้น
หนึ่งในวิถีเหล่านั้นก็คือ ขโมยของจากผู้อื่น
เมื่อ Otto และภรรยามาถึงและย้ายเข้าไปอยู่ที่กระท่อม
พวกชาวบ้านมักจะมาเยี่ยมอยู่เสมอ
ครอบครัว Konings เริ่มสังเกตว่า หลังจากที่พวกชาวบ้านกลับออกจากบ้านพวกเขา
ข้าวของในบ้านหลายอย่างจะหายไป สองสามีภรรยาจะเห็นของพวกนี้อีกครั้ง
เมื่อพวกเขาเข้าไปเทศนาในหมู่บ้านของชาวบ้าน
ผลไม้อย่างเดียวที่ Otto สามารถปลูกได้บนเกาะคือ สับปะรด
Otto ชอบสับปะรดมาก
และเขาก็ภูมิใจที่เขาสามารถทำให้สับปะรดงอกเงยขึ้นได้
อย่างไรก็ดี เมื่อไหร่ที่สับปะรดเริ่มจะสุก พวกชาวบ้านก็จะขโมยมันไป
Otto ไม่เคยเก็บสับปะรดที่สุกได้เลย
สิ่งนี้เริ่มทำให้เขาหงุดหงิดและโกรธพวกคนพื้นเมือง
ตลอด 7 ปี ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
Otto เทศนาข่าวประเสริฐให้กับชาวบ้านฟัง
แต่ไม่เคยมีใครกลับใจเลย
ยิ่งพวกชาวบ้านขี้ขโมยมากขึ้นเท่าไหร่
Otto ก็เริ่มโกรธมากขึ้นเท่านั้น
จนในที่สุด
วันหนึ่ง Otto ก็นำสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจากเพื่อนมิชชันนารีคนหนึ่ง
ขึ้นเครื่องบินเพื่อมา “ปกป้อง” สวนสับปะรดของเขา
หลังจากที่เขาหงุดหงิดกับเรื่องนี้มานาน
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาดูแปลกแยกจากชาวบ้านมากขึ้นออกไปอีก
Otto หยุดพักงานเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกา
และเข้าร่วมสัมมนา ที่งานนี้ เขาพบว่า
เขาหงุดหงิดงุ่นง่านกับเหตุการณ์นี้
เพราะเขาได้ถือความเป็นเจ้าของสวนตัวกับเจ้าสวนสับปะรดนี้
หลังจากที่เขาใช้เวลาใคร่ครวญแล้ว
เขาก็มอบสวนของเขาให้เป็นของพระเจ้า
หลังจากนั้นไม่นาน พวกชาวบ้านพื้นเมืองก็เริ่มมีปัญหากันเองในหมู่ชนเผ่า
พวกเขาค้นพบว่า Otto เองเป็นสาเหตุของปัญหา
เพราะว่าเขาได้มอบสวนนี้ให้กับพระเจ้าของเขา
พวกชาวบ้านเริ่มมองเห็นความเกี่ยวโยงกัน
ระหว่างสิ่งที่ Otto ได้ทำกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา
ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในหมู่บ้าน
เมื่อ Otto มอบสวนของเขาให้กับพระเจ้า
เขาก็ไม่โกรธและเลิกความกังวลอีกต่อไป
พวกชาวบ้านเริ่มนำผลไม้จากสวนมาให้เขา
เพราะพวกเขาไม่ต้องการใ
ห้เกิดภัยพิบัติในหมู่บ้านของพวกเขาอีกต่อไปในที่สุด
วันหนึ่งก็ถึงโอกาส
เมื่อชาวบ้านคนหนึ่งพูดกับ Otto ว่า
“คุณต้องเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนแน่ ๆ เลย
Otto คุณไม่เคยโกรธอีกเลย
พวกเราคิดอยู่เสมอว่าวันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสเจอคริสเตียนหรือเปล่า”
พวกเขาไม่เคยโยง Otto เข้ากับ “คน” ประเภทที่ Otto ได้เทศนาถึงเลย
เนื่องจากถ้อยคำเทศนาของเขาไม่ได้ตรงกับชีวิตของเขาเอง
Otto รู้สึกแตกสลายอย่างมากเมื่อเขารู้ว่าที่ผ่านมาเขาทำพลาดมาตลอด
หลังจากปีที่ 7 นั้น เขาได้กลับใจของเขาต่อพระเจ้า
และชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมาหาพระคริสต์
เมื่อเขาได้มอบสวนของเขาทั้งสิ้นให้แก่พระเจ้า
ผลไม้ของเขาออกผลอย่างมาก
จน Otto สามารถส่งออก
และเริ่มปลูกผลไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น กล้วย
หมู่บ้านของเขากลายเป็นหมู่บ้านที่มีคนกลับใจมากที่สุดในแถบนั้น
หลังจากที่ 7 ปีแรก ไม่มีใครยอมกลับใจเลย
Otto ได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งซึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกัน
นั่นก็คือ “การที่จะเอาชีวิตของเรารอด เราต้องยอมเสียชีวิต
รวมถึงทรัพย์สิ่งของของเราด้วย”
เมื่อ Otto มอบสิ่งของทั้งสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างให้พระเจ้า
เขาก็เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าตวงคืนกลับให้เขาหลายเท่า
เมื่อพระองค์ได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่วันนี้
เรามีสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ ที่ต้องยอมมอบให้กับพระเจ้าหรือไม่
ให้พระเจ้าทั้งสิ้นที่เรามี
ให้เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ
แล้วเราจะประหลาดใจเมื่อพบว่า
พระเจ้าทรงดูแลทรัพย์สมบัติของเราดีขนาดไหน
วันหนึ่ง ฉันได้ตัดสินใจที่จะเลิกและทิ้งทุกสิ่ง...
ฉันลาออกจากงาน, ตัดขาดความสัมพันธ์, ละทิ้งชีวิตฝ่ายวิญญาณ...
ฉันอยากจะจบชีวิตของฉันฉันได้เดินเข้าไปในป่าเพื่อจะคุยกับพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็พูดว่า
"พระเจ้า พระองค์ช่วยให้เหตุผลดีๆ สักข้อที่ข้าพระองค์ไม่ควรจะ ล้มเลิกและยอมแพ้ได้มั้ย?"
คำตอบของพระองค์ทำให้ฉันประหลาดใจ
"มองดูรอบๆ สิ... เจ้าเห็นต้นเฟิร์นและต้นไผ่มั้ย?"
ฉันตอบว่า "เห็น"
"ตอนที่เราปลูกต้นเฟิร์นและหว่านเมล็ดต้นไผ่ เราดูแลพวกมันอย่างดี เราให้แสงแดด
เรารดน้ำต้นเฟิร์นก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วบนพื้นดิน ใบเขียวขจีของมันปกคลุมไปทั่วพื้นดิน
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเมล็ดต้นไผ่ แต่เราก็ไม่เลิกปลูกต้นไผ่
ปีที่สอง เฟิร์นโตมากขึ้น และแผ่ไปทั่วเหมือนเดิม ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเมล็ดต้นไผ่
แต่เราก็ไม่เลิกปลูกต้นไผ่" พระองค์ตรัส
"ปีที่สาม ก็ยังไม่มีอะไรงอกออกมาจากเมล็ดต้นไผ่
แต่เราก็จะไม่เลิกปีที่สี่ ก็เหมือนเดิม ยังไม่มีอะไรงอกออกมาจากเมล็ดต้นไผ่
แต่เราก็จะไม่เลิก" พระองค์ตรัส"
แล้วในปีที่ห้า มีต้นอ่อนเล็กๆ งอกออกขึ้นมาจากพื้นดิน
เปรียบเทียบกับต้นเฟิร์นแล้ว มันช่างดูเล็กกะจิดและไม่สำคัญเอาซะเลย....
แต่..เพียงแค่หกเดือนต่อมา
ต้นไผ่สูงขึ้นกว่าหนึ่งร้อยฟุตมันต้องใช้เวลาถึงห้าปีเพื่อปลูกรากให้โต
รากพวกนี้ทำให้ต้นไผ่แข็งแรงและให้สิ่งจำเป็นเพื่อให้มันมีชีวิตอยู่ได้
เราจะไม่ให้การท้าทายใดๆ ที่เกินกำลังของสิ่งที่เราได้สร้างไว้ จะรับมือได้
"พระองค์ถามฉันว่า "ลูกรัก เจ้ารู้มั้ยว่าตลอดเวลาที่เจ้ากำลังต่อสู้ดิ้นรน เจ้ากำลังหยั่งรากของเจ้า"
"เราไม่เลิกปลูกต้นไผ่ เราก็ไม่เลิกล้มความพยายามใดๆ กับเจ้า"
"อย่าเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น"
พระองค์ตรัสว่า "ต้นไผ่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากเฟิร์น แต่พวกมันต่างก็ทำให้ป่างดงาม"
"เวลาของเจ้าจะมาถึง" พระองค์บอกกับฉัน "เจ้าจะสูงขึ้น"
"ลูกจะสูงแค่ไหน?" ฉันถาม
"ต้นไผ่สูงได้แค่ไหนล่ะ" พระองค์ถามฉันกลับ
"สูงได้มากเท่าที่มันจะสูงได้?" ฉันถาม
"ใช่" พระองค์ตรัส
"จงถวายเกียรติแด่เราโดยการสูงขึ้นเท่าที่เจ้าทำได้"
ฉันเดินออกจากป่าและนำเรื่องนี้กลับมา
ฉันหวังว่าถ้อยคำเหล่านี้จะช่วยให้คุณพบว่าพระเจ้าไม่เคยล้มเลิกกับคุณ
ไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย ล้มเลิกคำอธิษฐานของคริสเตียนไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นโอกาส
อย่าบอกพระเจ้าว่าปัญหาของคุณใหญ่แค่ไหน
จงบอกกับปัญหาว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่แค่ไหน
มาระโก 14:3-9
การขอบคุณเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนให้ใคร ใครก็ชอบ
การขอบคุณมีพลานุภาพมาก สามารถสะกดจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ
การขอบคุณต้องทำทันทีเมื่อมีโอกาส
การขอบคุณไม่สามารถเรียกร้องจากใครได้
การขอบคุณต้องมาจากใจจริง ไม่เสแสร้ง ไม่ฝึนใจ
การขอบคุณควรทำอย่างเปิดเผย เพื่อเป็นพรแก่ผู้อื่นด้วย